Apiwat's profileSeescapePhotosBlogListsMore Tools Help

Seescape

นี่เรากำลังค้นหาอะไร...

Apiwat Sricharachai

Occupation
Location
Interests
ประธานนักเรียนโรงเรียนราชีมาวิทยาลัย รุ่น 101
ประธานคณะสีส้ม 2547
ประธานชมรมเอแมท 2547
ปัจจุบัน ประธานศิษย์เก่านครราชสีมา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

Windows Media Player

by 
by 
Photo 1 of 33
May 18

So Sad

ผมนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมผืนผ้าเล็กๆ

รายล้อมด้วยเฟอร์นิเจอร์น้อยใหญ่

อบอวลด้วยเสียงเพลงผ่านเส้นสายของอากาศ

เพลงหมดอายุของเจตเซทเตอร์คลอเคล้า

ในใจพลางครุ่นคิด

สายตาจ้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์

มือวางบนแท่นพิมพ์

 

จบลงไปแล้ว วันคืนที่เราเคยได้รักกันมา ฉันคงไม่อาจจะฝืนรั้งเธอได้อีกต่อไป 

ไม่เหลืออีกแล้วในความรู้สึก ไม่มีแล้วในใจ เมื่อหมดอายุก็หมดความหมาย ต้องทิ้งไปให้ไกลตา…”

 

สายตาของข้าพเจ้าจดจ้องไปยังรูปหญิงสาวผมยาว ทำหน้าแอ๊บแบ๊ว แต่น่ารักที่สุด

ในภาพ เธอกำลังยิ้ม อย่างมีความสุขหรือปล่าว

 

อากาศขมุกมัว อมน้ำฝน แฝงความชื้น

การฝีนใจไม่ให้เศร้าโศกตอนนี้คงยากพอๆกับการห้ามไม่ให้ฝนโปรยปราย

สาด เสาะ ส่ง เสียง สูง สั่น

 

เสียงฟ้าร้องกระชากไปในอากาศ

ดังเคว้งคว้าง อย่างน่ากลัว

 

สายลมเริ่มกรรโชก

 

 

ก่อนหยาดน้ำจากฟากฟ้าจะไหลริน

น้ำจากต่อมน้ำตาก็ไหลออกมาก่อนซะอย่างนั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

ถึงแม้ไม่เป็นเส้นสาย

 

 

 

                                                                                                        "แต่เทียบไม่ได้ กับความรู้สึก..."

March 16

ทักทาย

สวัสดีทุกๆคน
 
หายจากเสปซไปนาน
 
ไม่ได้อัพซักที
 
 
 
ไว้ว่างๆจะมาอัพละกัน(ช่วงนี้ก็ว่างทุกวันนี่หว่าเฮ้ย)
 
 
 
 
 
คิดถึงกันก็แวะไปดู hi5 เรานะที่
 
 
 
Seescape99.hi5.com
 
 
แล้วอย่าลืม
 
 
 
 
คอมเม้นด้วยนะ
 
 
 
เจอกันอีกในไม่ช้าครับ
 
 
 
 
 
 
 
 
October 22

Sadly Wind...

เรื่องนี้ได้แง่คิดดีๆ มาจากบราเธอร์ที่อยู่ขอนแก่น ได้ฝากคำพูดๆนึงไว้...

แม้มันจะเป็นคำพูดสั้นๆ แต่มันได้กระแทกใจผมดังปั๊ก...

 

ตอนนี้แม้อาจจะยาวหน่อย แต่มันแฝงไว้ด้วยความลึกซึ้ง  ทั้งด้านภาษา แง่คิด เหตุการณ์

อ่านจบแล้วคุณอาจน้ำตาแตก หรืออมยิ้ม.. อย่างไรไม่ว่ากัน

ถ้าอ่าน กรุณาอ่านให้จบ ขอร้อง

หวังว่าคงไม่ขอมากเกินไป...

 

 

ขอให้ทุกคนสมหวัง...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"แช้บบบบผึ่บ ผั่บ ๆ ๆ "  

 

 

 

เสียงบานกระจกถูกเปิดออก ลมตีม่านสั่นไหว

ราตรีคืนนี้เงียบสงัด หรีดหริ่งเรไรร่วมร้องบรรเลง

หยดน้ำค้างจากยอดหญ้าร่วงพลันสู่พื้นดิน

ผมเบียดกายมาในช่องว่างของผ้าม่าน

เพื่อมาพบกับอิสรภาพนอกระเบียง

 

ผมสูดอากาศชื้นเข้าปอดอย่างสดชื่น

บรรยากาศอาจแปลกๆไปจากทุกวัน

 

 

ใช่...ตอนนี้ ผมอยู่บ้านแล้ว

ไม่ได้อยู่สถาบันเทคโนโลยีชื่อดัง ย่านลาดกระบัง(ขอสงวนนาม)

ผมพึ่งมาถึง แต่ก็เป็นเวลาดึกแล้ว ผมชอบเดินทางเวลากลางคืน

เป็นความชอบส่วนตัว ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผลอะไรกระมัง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ฝนค่อยๆหยุดลง หลังจากโปรยปรายมานานตลอดการเดินทาง

แต่ยังคงทิ้งบรรยากาศชุ่มฉ่ำปนยะเยือกไว้...

 

บรรยากาศปิดเทอม...

มันเหงาๆอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะเราไปเจอกับความวุ่นวายเป็นเวลานานๆ

พอได้มาอยู่เงียบๆ มันก็เหงาจับใจเหมือนกัน... ผมรู้สึกอย่างนั้น

 

 

 

 

 

 

ช่วงเวลานี้จะเป็นช่วงฤดูที่เค้าเรียกกันว่าปลายฝนต้นหนาว

เป็นคาบเกี่ยวของสองฤดู ฟังดูครึ่งๆกลางๆยังไงก็ไม่รู้

หลายๆคนอาจชอบอากาศในช่วงนี้ เพราะอากาศจะเย็นแบบชื้นๆ ไม่เย็นจัด

เหมาะสำหรับการพักผ่อน

 

 

แต่สำหรับตัวผมนั้น... ไม่ชอบเลย

 

 

 

เมื่อถึงเวลานี้ของฤดูกาล ยามลมพัดพาไอความชื้นพร้อมเม็ดละอองฝนมานั้น

มันเหมือนเป็นสายลมแห่งความเศร้าโดยแท้

ลมเย็นยะเยือกที่หอบหิ้วความรู้สึกต่างๆ ถาโถมมาตรงหัวใจ

ลมที่จะพัดมาเพียงปีละครั้ง พร้อมกับบางอย่าง...

สายลมแห่งความเศร้าที่หนาวเหน็บจับขั้วหัวใจเหลือเกิน

 

 

 

เวลานี้ผมจะมาที่นี่ทุกปี  เหมือนมีนัดกับมัน

มันจะพัดมาทางโน้น.... แต่ตอนนี้มันยังไม่มา

ผมยืนก้มหน้ารอมันอย่างท้าทาย...

 

 

 

ผมค่อยๆเงยหน้า

มองไปยังรางรถไฟมืดมิดที่แสนเดียวดาย

...

 

 

สายตาผมมองทอดไปยังความมืดเบื้องหน้า

ในมือขวาผมถือสมุดเล่มเล็กๆฝุ่นเขรอะออกมาด้วย

ผมยกมันขึ้นดูพลางใช้ปากเป่าฝุ่นบนปก และใช้มืออีกข้าง ถูๆ

ตัวหนังสือปรากฏขึ้นแล้ว บนปกมีอักษรจารึกว่า

 

 

 “Friendship”

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมปลดปล่อยอารมณ์ให้ว่างเปล่าชั่วครู่

แล้วค่อยๆนั่งลงแล้วเปิดสมุดเล่นนั้นอย่างแผ่วเบา...

ตัวอักษรรำลึกความหลังครั้งอดีต เหมือนอักษรที่มีชีวิต

เล่าเรื่องราวต่างๆเหมือนคนแก่ เล่านิทานให้เด็กฟัง

 

ผมเปิดไปยังหน้าสองที่มีลายมือคุ้นตาที่สุด

ใช่...เป็นประวัติส่วนตัวของผมเอง ผมอ่านไป ยิ้มไป

พลางคิดในใจตอนนั้นกูเขียนอะไรลงไปเนี่ย...

 

ผมนั่งยิ้มพลางดูรูปเพื่อนๆ ที่ถ่ายร่วมกัน

ความทรงจำที่มีความสุขมากมายถาโถมเข้ามาในห้วงความคิด

เราผ่านช่วงเวลาดี ๆ มาด้วยกัน

ในบางครั้งมีเรื่องร้ายๆ  แต่เราก็ใช้พลังแห่งมิตรภาพฟันฝ่ามันไปได้

ความหลังของผมช่างสวยงาม...

 

ผมค่อยๆอ่านไปทีละหน้าอย่างช้าๆ เพื่อซึมซับความรู้สึกในห้วงนั้น

ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง  

นั่นเพื่อนคนนี้เคยโดดเรียนด้วยกัน

เพื่อนคนนี้เคยตกน้ำหน้าตึก   

เพื่อนคนนี้เคยแอบชอบน้องคนนั้น ฯลฯ

ผมปล่อยตัวเองให้ตกไปอยู่ในห้วงแห่งความหลัง โดยไม่ทันตั้งตัว...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมอ่านมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว

มันอาจเป็นเวลานาน แต่สำหรับผม มันช่างผ่านไปเร็วเหลือเกิน...

เหลืออีกเพียง 1 แผ่น ช่วงเวลารำลึกความทรงจำกำลังจะสิ้นสุดลง

 

 

เหลือเพียงแผ่นเดียว...

 

 

 

ผมค่อยๆเปิดอย่างเบามือ พลางทำอารมณ์ให้เข้มแข็ง...

แผ่นนี้ไม่เหมือนแผ่นอื่น...

แผ่นสุดท้ายนั้นต่างจากแผ่นอื่นตรงที่บางส่วนจะเริ่มกรอบและจางหาย

เหมือนมีหยดน้ำหยดลงบนแผ่นนี้

เหมือนมีอะไรบางอย่างอยู่บนแผ่นนี้

เพียงแผ่นเดียว

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าสุดท้ายของเฟรนชิพเล่มนี้เป็นของ...เธอ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

เธอที่ตอนนี้อยู่แสนไกล... 

เราไม่ได้พบกันนานมากแล้ว เราพบกันครั้งแรกวันรายงานตัว

สาบานได้ผมแอบรักเธอตั้งแต่ตอนนั้น...

 เธอผู้เป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกลำดับที่ 8

เธอที่ผมเกิดมาเพื่อเธอ

เข้าโรงเรียนนี้เพื่อตามเธอเข้ามาเรียน

เธอที่ผมสักชื่อเธอไว้กลางหลัง

เธอที่ต้นตระกูลผมมีความขวัญให้เธอว่า จะรักเพียงเธอ(แหะๆ เว่อไปป่ะ)

 

 

 

 

 

 

 

 

เราไม่ค่อยได้คุยกันนัก แต่ผมก็แอบมองเธอบ่อยๆ แอบหัวเราะไปกับเธอ

มีความสุขไปกับเธอ... บางครั้งก็แอบช่วยเหลือเธอ

ผมเก็บความรู้สึกนั้นไว้ตลอด 3 ปี ...

และผมก้มั่นใจว่าเธอก็คงรู้สึกเหมือนกัน...

 

 

 

 

 

 

 

จนวันสุดท้ายที่ผมจำได้ดี

วันนั้นเป็นช่วงฤดูกาลปลายฝนต้นหนาว

ใบไม้เริ่มผลัดใบ อากาศเริ่มหนาวเย็น...

 

ผมเพิ่งให้เฟรนชิพเธอไปเขียนเมื่อวาน

ผมนัดเธอให้เอามาให้ก่อนเข้าเรียน...

และวันนี้ผมจะบอกความในใจกับเธอ...

 

 

 

 

ตอนนี้ผมยืนรอเธอ    พลางฟังเสียงหัวใจตัวเองเต้นรัว

 

 

นั่นไง เธอมาแล้ว... เธอที่ผมรักจนสุดหัวใจ

 

เธอมาพร้อมกับเสื้อสเวตเธอร์สีชมพูหวานและเฟรนชิพของผมในมือ

เธอยิ้มหวานอย่างเคย มันทำให้ผมมีความสุขมากมาย

 

 

วันนี้หนาวนะ... ไม่ใส่เสื้อกันหนาวมาล่ะเธอพูดกับผมช้าๆ

 

 

 

นี่เฟรนชิพ เขียนให้แล้วนะ ทำทั้งคืนเลยแน่ะ ง่วงมากๆ

เธอพูดพลางเอามือปิดปาก ก่อนหาวอย่างน่ารักที่สุด

 

 

 

ผมเงียบไม่ตอบอะไรอยู่ครู่หนึ่ง พลางยิ้มให้เธอ...

 

 

ไปเรียนแล้วนะ สายแล้วเธอบอกพลางหลบสายตามองไปยังดอกไม้ที่ปลิดขั้วร่วงลงจากกิ่งช้าๆ

 

 

 

 

 

ผมกำลังจะบอกเธอถึงความรู้สึกที่มี

แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้ว...

 

 

 

แล้วเธอก็เดินออกไปพร้อมกับยิ้มให้ผม...

 

 

ไม่ทันแล้ว...

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

        ผมเดินไปยังตึกเรียน พลางกอดอก ต่อสู้กับความหนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ

กับสายลม... สายลม ที่พัดเข้ามา

วิ้ววว วิ้วววว ...

เสียงกระซิบของสายลม บอกผมเป็นนัยๆ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมนั่งลงตรงม้าหิน พลางเปิดดูเฟรนชิพเล่มนั้น...

ผมค่อยๆเปิดไปยังหน้าสุดท้ายอย่างตื่นเต้น

แล้วอ่านข้อความจากลายมือที่คุ้นตา

แต่เธอก็เขียนเหมือนกับเพื่อนคนอื่นๆ

คือติดรูปที่แสนสดใสของเธอ พลางบอกความใฝ่ฝันของตัวเอง...

และคำอวยพรกับผม บอกขอบคุณช่วงเวลาที่ผ่านมา

เธอเขียนเพียงแค่นั้น จริงๆ

 

แต่ผมกับสะดุดตากับคำๆนึงที่เธอลงท้ายมา

เป็นข้อความสั้นๆ ที่บ่งบอกอะไรได้เป็นอย่างดี

 

ลายมือที่แสนน่ารัก บรรจงเขียนด้วยปากกาสีชมพูแท่งโปรดของเธอ

เป็นข้อความว่า..............................

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

"ปู๊นๆๆๆๆ ฉึก ฉักๆๆ"

 

 

รถไฟขนสินค้าวิ่งมาพอดี มันกระหน่ำล้อไปบนรางอย่างไม่ใยดี

แสงไฟตัดมาในความมืดอย่างสิ้นเชิง...

 

 

 

 

ผมตื่นจากภวังค์... พลางมองไปยังขบวนรถไฟ จนมันวิ่งไปจนสุดสายตา

 

 

 

 

 

..........................................................

..................วิ้ววววววว......................

..........................................................

 

 

 

 

ได้เวลาแล้ว .....

 

 

 

 

 

 

ฝนเริ่มพรำ...

 

 

 

 

 

 

 

เปาะแปะๆ

 

 

 

 

 

ต้นไม้เอนลู่ตามแรงลม

 

 

 

 

 

 

 

สายลมพัดมาแล้ว

"สายลมแห่งความเศร้าที่ผมรอ  มันพัดมาอีกครั้ง..."

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

น้ำตาผมค่อยๆซึมออกมา...

 

 

 

 

 

 

 

ผมหันกลับมาดูเฟรนชิพนี้อีกครั้ง

แล้วมองไปยังบรรทัดสุดท้าย

ที่มีตัวอักษรสีซีดจาง...

 

 

 

 

 

 

 

                        Friend Forever…

                        เพื่อนกัน...ตลอดไป

 

 

 

 

 

 

 

 

ผมค่อยๆปิดมันลง พร้อมกับยืนรับสายลมแห่งความเศร้าที่หนาวเหน็บสุดขั้วหัวใจ...

October 02

เส้นบาง บาง

 
27 september 2007
2.38 am
 
 
 
พรึ่บ !
                                                            
                                                            
                                                            
                                                            
                                                            
                                                            
                                                            
 
 อยู่ดีๆไฟก็ดับ...
ผมกำลังเดินอยู่ในซอยที่เดินเป็นประจำ ทุกวัน
แต่ทำไมวันนี้มันรู้สึกไม่คุ้นเคย วันนี้รู้สึกดีอย่างประหลาด
 
 
 
 
 
 
 
 
ย้อนไปเวลา 20.00 น.
ร้านเสตย์ เกกีงาม 2 เนตคาเฟ่
 
"เฮ้ยๆ คิลสไนเลย มันเนียนอยู่ในป่าอ่ะ
ตั๊นมันดิ แสดดดด เฮ้ยๆ บีๆ
อ้าว ดับเบิล ดาเมจ กลางน้ำ
 
อ้าวววว ดับเบิลคิลลลลล"
 
เสียงดังโหวกเหวกในร้านเนตคาเฟ่ที่นี่ ดังตลอดเวลา ไม่เคยหยุด
บางครั้งก็ดังจนน่ารำคาญ
 
 
 
( ข้างนอกร้าน )
 
เสียงนักศึกษาเดินกันจอแจ เสียงคนทำอาหาร เสียงคนคุยกัน
เสียงรถไฟ เสียงเครื่องบิน เสียงมอเตอไซ
เสียงพี่ๆขี้เมากลุ่มนั้น เสียงจากร้านนม
เสียงจากแมลง เสียงแก้วแตก เสียงคนทิ้งขยะ
เสียงคนตบยุง เสียงคอมเพรสเซอร์แอร์
เสียงของหัวใจของฉันร้องเรียกเธอ...
 
รวมๆกันทำให้ซอยนี้คึกคัก มีชีวิตชีวาอยู่ตลอดเวลา
เรียกได้ว่าซอยนี้ไม่เคยหลับ
 
 
 
 
 
 
แต่ว่า...
อยู่ดีๆไฟก็ดับ...
ผมกำลังเดินอยู่ในซอยที่เดินเป็นประจำ ทุกวัน
แต่ทำไมวันนี้มันรู้สึกไม่คุ้นเคย วันนี้รู้สึกดีอย่างประหลาด
 
เมื่อความมืดเข้าปกคลุม
บรรยากาศที่เคยเป็นก็หายไป
ไม่มีเสียงต่างๆเหล่านั้นแล้ว
ทุกอย่างเงียบ ได้ยินแต่เสียงคนกระซิบ กระซาบกันเท่านั้น
ทั้งๆที่ทุกๆอย่าง ยังอยู่ที่เดิม
 
ใครว่าความมืดนั้นน่ากลัว
แต่ผมกลับไม่คิดเช่นนั้น
 
ความสงบ ความเงียบที่ไดยินแม้กระทั่งเสียงลมหายใจ
 ลมเอื่อยๆ เสียงหรีดหริ่งเรไร แสงดาว แสงจันทร์ พาดทอมายังพื้นดินแทนแสงหลอดไฟ
โอวว ช่างงดงามกินใจดีเหลือเกิน...
ผมพยายามกางแขนออกสูดอากาศ พลางหลับตาพริ้ม รับความสุขนั้น
 
 
ดื่มด่ำบรรยากาศนั้นไม่ได้นานไฟก้มา
ทุกอย่างก็กลับเข้าสู่ทางเดิมๆ อย่างที่มันเคยเป็น
เสียงอึกทึกเหล่านั้นกลับมากระแทกโสตประสาทอีกครั้ง
 
 
 
 
 
ผมเดินกลับหอโดยมีเสียงๆหนึ่งดังก้องในดวงใจ...
 
"บางสิ่งที่มันแตกต่างกันอย่างสุดขั้วแต่มันอยู่ใกล้ๆกันเพียงนิดเดียว
 คงเหมือนกับความเงียบสงบและความวุ่นวายที่มีเพียงแสงสว่าง เส้นบาง บาง กั้นอยู่"
 
August 31

อีกครั้ง...

 
อีกครั้งนึง...ที่ผมรู้สึกว่าบางอย่างนั้นไม่ได้ถูกกำหนดมาเพื่อเรา...
 
 
ด้านติดไฟของ L&M mentol ถูกจุดขึ้นอีกครั้ง ก่อนที่ควันซึ่งไร้ประโยชน์ของมันจะพวยพุ่งเข้าปอดบุรุษผู้ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาสีแดงที่มุมห้อง
ณ ชั้น 3 ร้าน บาร์น้ำพุ หลังเทคโนฯลาดกระบังอีกครั้ง
วันนี้เงียบเหลือเกิน หรือคงเป็นเพราะเป็นคืนก่อนสิ้นเดือน ร้านเล็กๆที่บรรยากาศเยี่ยมร้านนี้ จึงเงียบ เงียบกว่าที่ควรจะเป็น
แม้จะเปิดเพลงดังเท่าไรก็ตาม
 
 
หลังจากนั้นไม่นานนัก...
น้ำสีอำพันถูกรินอย่างช้าๆ ผ่านก้อนน้ำแข็งอีกครั้ง ตามด้วยคู่มิกเซอร์สุดคลาสสิกอีกครั้ง
บรรยากาศวันนี้ไม่เป็นใจ ฝนเทกระหน่ำมาตั้งแต่ช่วงเย็น แต่ก็ได้ทำให้เราเลิกล้มความตั้งใจไม่
ผมค่อยๆริน 8 years whisky ให้ไหลลงคออย่างช้าๆ พลางมองไปยังม่านน้ำตกกลางร้านอีกครั้ง
แม้มันจะไม่ค่อยเข้ากันนักกับร้านนี้ที่ดูจะลึกลับก็ไม่เชิง จะโมเดินก็ไม่เชิง 
แต่ต้องยอมรับว่าแสงไฟที่ฉาดฉายไปยังสายธาราที่ตกกระทบหินนั้นมันก็สวยอย่างเฉียบขาดเลยทีเดียว...
 
 
ณ หลังร้าน...
ผมยืนดูนักศึกษาเทคโนฯลาดกระบัง 4 คน กำลังยืนคุยโฟนกับรุ่นน้องคนนึงกันอยู่ ใช่ เหมือนอย่างที่คุณคิด น้องเค้าน่ารักมาก...
4 คนเมาต่างแย่งกันคุยอย่างเอาเป็นเอาตายเป็นภาพที่อุบาดอย่างมาก 555+ แต่จนสุดท้ายน้องอักษรย่อ อ. คนนั้นก็วางไป
คล้ายๆจากไปอย่างไร้เยื่อใย
 
นี่แหละ บางอย่างที่เราไขว่คว้ามันก็เหมือนจะไกลออกไป  ยิ่งไขว่คว้ามากเท่าไร ก็ยิ่งไกลออกไปทุกที
แต่บางอย่าง อยากจะปล่อยให้มันไปไกลๆเท่าไร แต่เหมือนกับมันจะเข้ามาใกล้ๆขึ้นเรื่อยๆจนเราหนีมันไม่พ้น...
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ปรานีอีกครั้ง
ซ่า ซ่า ซ่า ซ่า....
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ผมกลับมานั่งที่โต๊ะตัวเดิมแล้วมองไปนอกหน้าต่างอีกครั้ง
สายฝนโปรยปรายสาดกระจกซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเส้นสาย...
"แก้วใบนั้นก็ไม่รู้ว่ามันว่างเปล่าไปตั้งแต่เมื่อไร"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ป.ล.ขอบคุณ ปาย บอล จิ๋ว ธี เพื่อน 2z สำหรับมุมมองชีวิตดีๆ อีกครั้ง
และขอบคุณ น้ำพุ Bar & Restaurant สำหรับฉากของเรื่องที่สุดคลาสสิก
 
 
 
 
 
 
 
ขอบคุณสำหรับการเข้าเยี่ยมชม!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
ความคลาสสิคของการเขียนก็ยังเหมือนเดิม
 
อ่านทีไรอินไปกะเรื่องทุกครั้ง
 
และแล้วก็ยังเศร้าเหมือนเดิม
 
.....วันนี้แม้จะเสียใจ
แต่เมื่อพรุ่งนี้นั้นมาถึง ฉันจะต้องข้ามไป
ปลดปล่อยความเศร้านี้ให้มันผ่านไป ไม่เก็บเอาไว้...
 
 
June 25
Dec. 29
 

╭═════╮
★★★★★ \         
★★★★★★╰╡      /  
★★★★★ ★★★★★   
★★★★★★╭╡ ★★★      
★★★★★ ╱   ★★★  /
╰═════╯    ★★★
~★.°☆∵。*~★.°☆∵。*~★.°☆∵。*

 

✿✲-·(¯`°.•°•.*Jang…หัวใจสีแดง...Na * .•°•.°´¯)*¤°•

Sept. 12
Congratulation !!!!! 4 ur space na-ka.
 
ในที่สุดก็มีเวลามาอัพสเปซซะทีนะ..รอตั้งนานแหน่ะ แหะ แหะ
 
คือ..หมายถึง คนอื่นๆที่เค้ารออ่ะ (*_*")
 
ช่วยไม่ได้นี่นา ก็พี่เก่งเรียนหนักนี่เน๊อะ คงไม่มีเวลาว่างมากหรอก
 
แต่ยังไงก็ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ อย่านอนดึกมาก (รู้ค่ะ ว่าอ่านหนังสือหนัก แต่ก็มี limit บ้าง)
 
อ้อ..อย่าโหมเที่ยวนักนะคะ (โหมบริโภค alcohol ด้วย) มันไม่ดีต่อสุขภาพค่ะ
 
ฟัง squeez animal ยังอะคะ เจ๋งดีเหมือนกันนะ (วันก่อนซื้อ DDT มาอ่าน มีบทสัมภาษณ์ด้วย)
 
อัพบ่อยๆนะคะ เดี๋ยวจะเข้ามาเยี่ยมใหม่ บะบาย จุ๊บ-จุ๊บ
May 3